วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ตรวจสอบทบทวน 8

 ในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ขั้น ประเมินการเรียนรู้อิงมาตรฐาน ปฏิบัตการเขียนแผนจัดการเรียนรู้ด้วยการเขียนระดับคุณภาพของผลการเรียนรู้ (rubics) ซึ่งอาจใช้แนวทางการกำหนดระดับคุณภาพของสมรรถนะตามแนวคิด SOLO Taxonomy การเรียนรู้อย่างนุ่มลึก ไม่ใช่เรียนแบบผิวเผิน หรือแนวทางอื่น
        
 หมายถึง Understanding การประเมินการเรียนรู้
                        S : การประเมินอิงมาตรฐาน (Standard Based Assessment)


รายการประเมิน

ระดับพัฒนาการ
3
2
1
1. เด็กสามารถเคลื่อนไหวร่างกายเป็นผู้นำและผู้ตามได้
เด็กฟังและปฏิบัติตามสัญญาณได้ถูกต้อง
เด็กฟังและปฏิบัติตามสัญญาณได้ถูกต้องโดยครูหรือเพื่อนคอยกระตุ้น
เด็กไม่ฟังและไม่ปฏิบัติตามสัญญาณ
2. เด็กสามารถเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะและสัญญาณได้
เด็กแสดงท่าทางการเคลื่อนไหวร่างกายเมื่อเป็นผู้นำและแสดงท่าทางตามเพื่อนที่เป็นผู้นำ
เด็กแสดงท่าทางการเคลื่อนไหวร่างกายเมื่อเป็นผู้นำและแสดงท่าทางตามเพื่อนที่เป็นผู้นำโดยครูหรือเพื่อนคอยกระตุ้น
เด็กไม่แสดงท่าทางการเคลื่อนไหวร่างกายเมื่อเป็นผู้นำและไม่แสดงท่าทางตามเพื่อน
ที่เป็นผู้นำ
 3.  เด็กสามารถแสดงท่าทางด้วยความมั่นใจ
เด็กแสดงท่าทางขณะเป็น ผู้นำ - ผู้ตาม ด้วยความมั่นใจ
เด็กแสดงท่าทางขณะเป็นผู้นำ - ผู้ตาม
ด้วยความมั่นใจโดยครูหรือเพื่อนคอยกระตุ้น
เด็กไม่แสดงท่าทางขณะเป็นผู้นำ - ผู้ตาม


   ผลการประเมิน

รายการประเมิน

ระดับพัฒนาการ (จำนวน 20  คน)
ระดับ 3
(คน)
ร้อยละ
ระดับ 2
(คน)
ร้อยละ
ระดับ 1
(คน)
ร้อยละ
1. เด็กสามารถเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะและสัญญาณได้






2. เด็กสามารถเป็นผู้นำและผู้ตามได้






3. เด็กสามารถแสดงท่าทางด้วยความมั่นใจ






วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2562

ตรวจสอบทบทวน 7

      การประเมินผลเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน จะทําให้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ เพราะการประเมินผลเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนอาศัยการประเมินตัวต่อตัว ประเมินกลุ่มย่อยและการทดลองภาคสนาม การออกแบบการเรียนการสอนจะทําให้การประเมินในลักษณะนี้มีความชัดเจนขึ้นและใช้การประเมินแบบอิงเกณฑ์ โดยประเมินผู้เรียนแต่ละคนเปรียบเทียบกับจุดประสงค์ หรือจุดหมายและระดับคุณภาพ(เกณฑ์ที่กําหนดไว้นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมสร้างนิสัยที่พึงปรารถนา ให้แก่ผู้เรียนอีกด้วยที่จัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเป็นพื้นฐานแล้ว ผู้เรียนจะติดนิสัยการให้ความร่วมมือกัน จะทําให้สังคมได้เยาวชน และผู้ประกอบวิชาชีพในสาขาต่างๆ ที่เห็นแก่ส่วนรวม มีความเป็นประชาธิปไตย ยอมรับความคิดเห็น และปฏิบัติตามมติของกลุ่ม แม้ว่าตนเองจะไม่เห็นด้วย รู้จักช่วยให้กลุ่มประสบความสําเร็จในงาน เพราะงานบางอย่าง บางประเภท ไม่อาจทําสําเร็จได้โดยลําพังผู้เดียว ต้องอาศัยความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ส่วนกลุ่มที่มีการแข่งขันกันนั้นควรจะเป็นการเสริมแรงทางบวก คือ การแข่งขันกับตนเองเพื่อที่จะเอาชนะใจตนเอง มีวินัยในตนเอง และพัฒนาตนเองในที่สุด

การทบทวนตนเองหลังการสอนที่มีคุณภาพ

การทบทวนตนเองหลังการสอนที่มีคุณภาพ
การทบทวนตนเองหลังการสอนเป็นกระบวนการที่เหมาะกับการปฏิบัติงานในอาชีพ เพราะเป็น กระบวนการที่ควรปฏิบัติเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์กระบวนการนี้มิใช่จะจําเป็นเฉพาะกับการสอนที่ดี เท่านั้น แต่ยังเป็นความจําเป็นพื้นฐานสําหรับมนุษย์ด้วย บอเมสเตอร์(Baumeister, 1991) กล่าวว่า ชีวิตมี ความหมายเมื่อเราสนองความต้องการ 4 ประการเหล่านี้ได้แก่ 
1) ด้านวัตถุประสงค์ 
2) ด้านค่านิยม 
3) ด้านประสิทธิผล 
4) ด้านความพึงพอใจในตนเอง
การทบทวนตนเองหลังการสอนช่วยให้เราเข้าใจการเรียนการสอนคําว่าการทําความเข้าใจ”Weick, (1995) กล่าวว่า การทําความเข้าใจเป็นความคิดและกระบวนการที่ซับซ้อน
ความเข้าใจ” ยังหมายถึง การเพิ่มความระมัดระวังในการมีปฏิสัมพันธ์ในกลุ่มและในสภาวะ แวดล้อมที่เราสอนชั้นเรียนของเราเป็นสภาวะแวดล้อมของการเรียนการสอนที่พิเศษเพราะเราสร้างสภาวะ แวดล้อมขึ้นมาและเราก็สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ แต่อย่างไรก็ตามสภาวะแวดล้อมที่มีผลกับวิธีการสอน ของเราด้วย เช่น ในห้องเรียนขนาดเล็กและแออัดกิจกรรมที่ทําได้ก็จะเป็นเพียงประเภทที่ไม่ต้องใช้โต๊ะ
ความเข้าใจมิได้เป็นเพียงกระบวนการสนทนากับตัวเองเกี่ยวกับเรื่องการสอนเท่านั้นแต่เกี่ยวข้องกับการได้ความรู้จากการสนทนากับเพื่อนครูด้วยกันและเปลี่ยนประสบการณ์กันและกัน กระบวนการนี้เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องการความเป็นคนช่างสังเกตต้องสังเกตความเป็นไปในอาชีพถ้าเห็นว่ามีอะไร เกิดขึ้นต้องหาเหตุผลมาอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เช่น ต้องสังเกตเห็นว่าเด็กคนไหนพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา เด็กคนไหนจับดินสอไม่ถูกวิธี คนไหนรักการอ่านคนไหนเก่งทดลองวิทยาศาสตร์และคนไหนใช้เครื่อง บันทึกเทปได้เก่ง

 รูปแบบการสะท้อนความคิดนี้ มีลักษณะเด่น 4 ประการ คือ เป็นวงจรมีความยืดหยุ่น มีประเด็นที่ เน้น และมีลักษณะเป็นองค์รวม

1. มีลักษณะเป็นวงจร การทบทวนตนเองและการปฏิบัติเป็นกระบวนการที่ดําเนินต่อเนื่องกัน เป็นวงจร เมื่อกระบวนการเริ่มแล้วจะไม่มีการถอยหลังกลับไปสู่จุดเริ่มต้น พูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ การ ทบทวนตนเองหลังการสอน จะนําเราไปสู่วงจรใหม่ที่ปรับปรุงแล้วต่อไป
2. มีความยืดหยุ่น รูปแบบที่จะนําใช้จําเป็นจะต้องมีความยืดหยุ่น จะต้องไม่เป็นแบบที่มีลักษณะ เป็นขั้นตอน เหตุผลที่เป็นเช่นนี้มีอยู่ 2 ประการ คือ
ประการแรก การทบทวนตนเองหลังการสอนมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกัน เช่น
ครูคนหนึ่งอาจจะเริ่มต้นเมื่อเกิดความรู้สึกคับข้องใจที่ไม่สามารถใช้วิธีการที่ตนเอง ต้องการเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนได้ เนื่องจากเพื่อนร่วมงานมีความเห็นที่ แตกต่างกันออกไป พวกเขาไม่เข้าใจว่าวิธีการนี้จะใช้ให้สัมฤทธิ์ผลได้อย่างไร
ครูอีกคนหนึ่งอาจคิดทบทวนสิ่งซึ่งเขาได้ทดลองใช้กับนักเรียนของเขา (งานเขียนซึ่งครู และนักเรียนทําร่วมกัน) และคิดว่าเหตุใดจึงไม่ได้ผล ครูอีกคนหนึ่งอาจเริ่มจากสิ่งที่เขาเชื่อว่าจําเป็นต้องใช้
(เขาต้องการเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนแต่ดู เหมือนว่าจะไม่สามารถหามาได้
      ครูอีกคนหนึ่งที่สอนอยู่ในโรงเรียนเล็ก ๆ ในชนบทอาจต้องการสร้างความสัมพันธ์กับ โรงเรียนอื่น ๆ ในละแวกเดียวกัน ตลอดจนกับธุรกิจต่าง ๆ หรือบริษัทห้างร้านในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น จุดเริ่มต้นที่ แตกต่างกันมาจากค่านิยมของครูและวิธีการทํางานของครู ในการที่จะผลักดันสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น และ มะแปรงสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้น หรือค่านิยมเกี่ยวกับโรงเรียนในชุมชนที่กว้างขึ้น
ประการที่สอง รูปแบบการทบทวนตนเองต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการ เรียนรู้ การปรับปรุงการเรียนการสอนไม่จําเป็นต้องดําเนินไปในรูปแบบที่คงที่ และมีขั้นตอนเป็นลําดับ เช่น
        ครูคนหนึ่งอาจเลือกที่จะทบทวนวิธีการสอนของเขาก่อน สิ่งหนึ่งที่เขาอาจจะเรียนรู้จาก การทบทวนตนเองก็คือ เขาเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดเองทําเองน้อยเกินไป เขามักจะคอยชี้แนะควบคุม และ สอนหรือบอกเด็กตรงๆ เมื่อรู้เช่นนี้เขาอาจลองทบทวนค่านิยมหรือความเชื่อของตนเอง (หากต้องการ เปลี่ยนแปลงวิธีสอน) แล้วหลังจากนั้นอาจจะทบทวนต่อไปว่าจะปรับปรุงการสอนและการเรียนรู้ของเด็ก
อย่างไร
      ครูคนอื่นอาจจะเริ่มที่การทบทวนถึงสภาวะแวดล้อมซึ่งก็คือ โรงเรียนที่เขาสอน โรงเรียน อาจจะตั้งอยู่ในย่านยากจนชานเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างครูและผู้ปกครองอาจจะไม่ค่อยมี ในกรณีเช่นนี้ ควรจะต้องมีการพัฒนาความสัมพันธ์กับชุมชน และโรงเรียนจะต้องเพิ่มบทบาทของตนเอง ต้องหาเงิน เพิ่มขึ้นเพื่อพัฒนาบุคลากร เป็นต้น จากการทบทวนสภาวะแวดล้อมอาจจะตามมาด้วยการพิจารณาว่าสภาวะ แวดล้อมมีผลกระทบต่อการสอนได้อย่างไรบ้าง ซึ่งอาจจะย้อนไปสู่เรื่องค่านิยมของครูและโรงเรียนใน ภาพรวม ดังนั้นค่านิยม การปฏิบัติ การปรับปรุงและสภาวะแวดล้อม จึงเป็นสิ่งสําคัญที่จะต้องทบทวน ส่วน ลําดับขั้นตอนในการคิดนั้นแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล
3. มีประเด็นที่เน้น การมีความยืดหยุ่น มิได้หมายความว่าจะคิดวกวนอยู่กับปัญหาเกี่ยวกับการ สอนหรือวิตกกังวลในเรื่องดังกล่าวโดยหวังว่าครูจะพบทางออกเอง การคิดจะต้องมีประเด็นที่เน้นและมี ทิศทางเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมาย ในการนี้ควรใช้รูปที่ 1.1 เป็นแผนที่เพื่อช่วยชี้ทิศทางและจํากัด ความสนใจ รูปแบบดังกล่าวจะช่วยให้เห็นทิศทางโดยรอบ และเห็นหนทางต่าง ๆ ที่อยู่เบื้องหน้าช่วยให้เข้าใจ จุดสําคัญทางการศึกษาที่จําเป็นจะต้องสํารวจ รูปแบบนี้มีส่วนที่ควรจะพิจารณา 4 จุด คือ ค่านิยม การปฏิบัติ การปรับปรุงและสภาวะแวดล้อม โดยครูจะเลือกพิจารณาจุดใดก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสนใจ แผนการพัฒนา อาชีพของตนเอง และปัญหาต่างๆ
4. มีลักษณะเป็นองค์รวม จากรูปนี้ เราจะมองเห็นการเรียนการสอนภาพรวม เห็นการเชื่อมโยง ค่านิยมในวิชาชีพเข้ากับการปฏิบัติ การเชื่อมโยงการสอนเข้ากับความตั้งใจของครูที่จะพัฒนาการเรียนรู้และ
พัฒนาอาชีพ ทําให้ครูเห็นว่าไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปแบบนี้ทํางานอยู่ในสภาพหยุดการเปลี่ยนแปลง แต่ เป็นการทํางานอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงและมักจะมีความไม่แน่นอนรวมอยู่ด้วย

องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน

องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน

วงกลมชั้นที่ 1 องค์ประกอบที่มีผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งการเรียนรู้ของผู้เรียนที่อยู่ใจ ภาพ เป็นจุดศูนย์รวมของกิจกรรมทุกอย่างในชั้นเรียนและในโรงเรียน การเรียนรู้ของผู้เรียนได้รับ ทธิพลโดยตรงจากองค์ประกอบที่อยู่ในวงกลมชั้นที่ ประกอบด้วยหลักสูตร-เนื้อหาของสิ่งที่สอน วิธีการ - ใช้และการวัดผล(แบบวินิจฉัย)การเรียนรู้ของผู้เรียน
Glickman (1998) เสนอแนะว่า ให้ดูจุดศูนย์กลางของวงกลมต่างๆ ที่มีจุดศูนย์กลางร่วมกัน ศูนย์กลาง รหมาย วงกลมในสุดเป็นความพยายามของชั้นเรียนและโรงเรียนที่จะพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ให้ ขึ้นแก่ผู้เรียนทุกคน วงกลมชั้นที่ 1 การเรียนรู้ของผู้เรียนสัมพันธ์กันโดยตรงกับ เนื้อหาที่นํามาสอน วิธีการสอน และกลวิธีที่นํามาใช้ในการประเมิน
วงกลมชั้นที่ 2 องค์ประกอบซึ่งจัดระบบภาระงานของผู้นํา (การเรียนรู้) ที่ทําต่อครูผู้สอน ซึ่งการ ปรับปรุงการสอนในชั้นเรียนประกอบด้วย จุดมุ่งเน้น (ต้องใส่ใจในเรื่องใดบ้างในการปรับปรุงการสอน การ สังเกตชั้นเรียน และการใช้ข้อมูล ผลสัมฤทธิ์ และการพิจารณาตัวอย่างชิ้นงานของผู้เรียน) แนวทางที่จะทํา ร่วมกับครู และโครงสร้างและรูปแบบ เพื่อจัดระบบภาระงานการปรับปรุงการสอน
จากภาพวงกลมชั้นที่ 2 จุดศูนย์กลางเดียวกันกับวงกลมแรกเพื่อพัฒนาคุณภาพการสอนในชั้นเรียน มุ่งที่จุดเน้นที่ผู้สอนกําหนดให้เป็นเป้าหมายการเรียนรู้ ต่อมาพิจารณาแนวทาง-วิธีการดําเนินการระหว่าง บุคคล(วิธีการสั่งการและควบคุม วิธีการสั่งการและให้ข้อมูลวิธีการแบบร่วมคิดร่วมทํา และวิธีไม่สั่งการ) ซึ่ง จะใช้กับครูที่จัดการสอนในชั้นเรียนโดยตรง และโครงสร้างและรูปแบบของวิธีการต่าง ๆ ได้แก่ การนิเทศ แบบคลินิก เพื่อแนะเพื่อน เพื่อผู้ติชม และกลุ่มวิจัยเชิงปฏิบัติการตามตารางที่กําหนดพร้อมสิ่งอํานวยความสะดวก
วงกลมชั้นที่ 3 องค์ประกอบซึ่งส่งเสริมให้การดําเนินงานครอบคลุมบริบทการปรับปรุงการสอน ประกอบด้วย ลําดับความสําคัญในการปรับปรุงโรงเรียน ที่ได้จากวิสัยทัศน์ของโรงเรียนและความจําเป็น เร่งด่วนในการพัฒนาโรงเรียน แผนการพัฒนาวิชาชีพ ทรัพยากรและระยะเวลา และการประเมินผลวิธีการ และสิ่งที่ผู้เรียนกําลังเรียนรู้อยู่ และวิธีการใช้ข้อมูลจากการประเมินเป็นแนวทางในการดําเนินงานจําเป็น เร่งด่วนของโรงเรียนต่อไป
จากภาพวงกลมชั้นที่อิทธิพลที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของ กระบวนการปฏิรูปการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนทั้งหมดที่ดําเนินการอย่างต่อเนื่อง ที่เป็นลําดับ ความสําคัญในการปรับปรุงโรงเรียน ถัดมาเป็นการพัฒนาด้านวิชาชีพครู โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานมุ่งไปที่ครู ทุกคน และสุดท้ายการประเมินผลทั้งการประเมินระหว่างภาคเรียนและปลายภาคเรียน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ของผู้เรียนทั้งหมด
Glickinan,Carl D (2002 นักแปลเครือข่ายของกรมวิชาการ 2546 :131) สรุปคําถามนําเพื่อ เชื่อมโยงความสัมพันธ์กับภาพองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังต่อไปนี้
1.เป้าหมายของโรงเรียนคืออะไร จะบรรลุเป้าหมายของโรงเรียนได้อย่างไร และใช้เป้าหมายนี้ อย่างไร (ช)
2.แผนพัฒนาวิชาชีพครูที่สอดคล้องกับเป้าหมายของโรงเรียนคืออะไร แผนนี้เปิดโอกาสให้ บุคคลภายนอกตรวจสอบการสอนของผู้สอนและการเรียนของผู้เรียนได้อย่างไร (0)
3.ประเมินความก้าวหน้าทั้งหมดมุ่งสู่เป้าหมายการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งโรงเรียนได้อย่างไร สอบ
4.อะไรคือจุดมุ่งเน้นในการสอนและการเรียนรู้ที่ผู้สอนทุกคนต้องปฏิบัติ (9)
5.จะใช้รูปแบบการนิเทศแบบใด (แบบคลินิก แบบเพื่อนแนะเพื่อน แบบกลุ่มวิจัย ฯลฯ) และ เครื่องมือใด (การสังเกต ผลงานที่ได้รับมอบหมาย การปฏิบัติ แฟ้มผลงาน ฯลฯ) (ช)
6.จะใช้วิธีการอะไรในการทํางานร่วมกับผู้อื่น (แบบไม่สั่งการ แบบร่วมคิดร่วมทํา แบบสั่งการ และให้ข้อมูล แบบสั่งการและควบคุม) (2)
7.ผู้สอนแต่ละคนจะมีการปรับเปลี่ยนอะไร ในการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน (ง) 
8. ผู้สอนแต่ละคนจะเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนอย่างไร (ค)
9. ผู้สอนแต่ละคนจะเปลี่ยนเนื้อหาที่สอนอย่างไร (ข)
การใช้คําถามนํานี้จะต้องคิดพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบอาจด้วยตนเองหรือร่วมกันในการวางแผน เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการสอน พัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ และการ พัฒนาการศึกษาให้สูงขึ้นเป็นที่น่าพึงพอใจ
Ghaye, Anthony (1998) กล่าวสรุปไว้ว่า การเรียนการสอนนั้นสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ด้วยการ ทบทวนตนเอง กระบวนการทบทวนตนเองทําให้ครูเข้าใจการสอนของตัวเอง เข้าใจว่าอะไรสามารถทําได้ และอะไร ได้น้อย ช่วยให้ตัดสินใจอย่างฉลาด และเข้าใจความหมายของสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียนและใน โรงเรียนได้ กระบวนการในการทบทวนตนเองจะก้าวหน้าไปได้ต้องอาศัยกรอบโครงสร้างที่ดี ความท้าทาย และแรงสนับสนุน การทบทวนตนเองหลังการสอนไม่ได้เป็นเป็นเพียงการเรียนรู้จากประสบการณ์ของใคร คนใดคนหนึ่งเป็นการส่วนตัวตามลําพัง แต่เป็นการสร้างองค์ความรู้ที่มีศักยภาพที่จะช่วยให้ครูรู้แจ้งเห็นจริง และมีความมั่นใจในการทํางาน การทบทวนตนเองเป็นกระบวนการที่สร้างสรรค์ สามารถช่วยให้ครูมี วิสัยทัศน์ มองเห็นภาพการเรียนการสอนที่ดี และประคับประคองและทะนุบํารุงสถานภาพที่ดีเช่นนั้นไว้ได้ กระบวนการทบทวนตนเองจะต้องปฏิบัติอย่างสม่ําเสมอ การจะปฏิบัติให้ได้ประโยชน์สูงสุดจะต้องปฏิบัติ อย่างสม่ําเสมอ และการทบทวนตนเองหลังการสอนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตั้งข้อสงสัยหรือทบทวนสิ่งที่ครู และโรงเรียนปฏิบัติอยู่เป็นการถามถึงวิธีการและเป้าหมายของการศึกษา
Schon, (1983) อธิบายว่า การใช้ความคิดพิจารณาระหว่างการเรียนการสอนเรียกว่า “การทบทวน ตนเองระหว่างการสอน” (reflection-in-action) ส่วนการคิดไตร่ตรองหลังการเรียนการสอน เรียกว่า “การ ทบทวนตนเองหลังการสอน” (reflection on practice) ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ได้จบลงแล้ว เมื่อครู ได้มองย้อนหลังไปคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

ตรวจสอบทบทวน 6

ในการเขียนแผนจัดการเรียนรู้ขั้นการบูรณาการความรู้ปฏิบัติการเขียนแผนจัดการเรียนรู้ด้วยการสร้างและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนหรือกระบวนการเรียนการสอนขึ้นจากรูปแบบความคิดและประสบการณ์ของตนหรือประยุกต์จากทฤษฎีหรือหลักการทั้งของไทยและต่างประเทศเพื่อการพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในการคิดเชิงสถานการณ์การตัดสินใจและการแก้ปัญหาพัฒนาการทางด้านค่านิยม จริยธรรม เจตคติต่าง ๆ การพัฒนาทางด้านการคิดการปฏิสัมพันธ์และการทำงานเป็นกลุ่มรวมทั้งการปฏิบัติและการแก้ปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาพ.ศ 2542
            กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปลา
การบูรณาการความรู้ (Integrated Knowledge)
             ประยุกต์จากทฤษฎีของชัยอนันต์ สมุทวณิชครูสอนเด็กเกี่ยวกับเรื่อง ปลา โดยให้เด็กเล่นเกมจับปลา
การคิดแบบนักคิดวิเคราะห์
            ครูอธิบายการเล่นเกมจับปลาให้นักเรียนฟังแล้วให้นักเรียนช่วยกันเล่น และบอกเหตุผลที่จับปลาได้และไม่ได้ มีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไรในการจับปลาให้ได้
การคิดแบบรวมยอด
            ครูให้นักเรียนร่วมกันคิดวิธีการจับปลาแล้วลองจับปลาอย่างที่นักเรียนคิดวิธีการจับปลาเพื่อแลกเปลี่ยนวิธีจับปลากับเพื่อนๆ
การคิดแบบโครงสร้าง


            ครูให้นักเรียนบอกส่วนประกอบของปลาและสอนให้เด็กรู้ว่าปลาคืออาหารที่มีประโยชน์
การคิดแบบผู้นำ


การเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการ

การเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการ

          นักการศึกษาไทยได้พยายามที่จะเสนอ  แนวคิดเพื่อการพัฒนาการศึกษาและการเรียนการสนองของไทยมาตลอด  ในหนังสือนี้ได้ประมวลแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนมานำเสนอ ได้แก่
          1. กระบวนการแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4 โดย  สาโรช  บัวศรี
          2. กระบวนการกัลยาณมิตร  โดย  สมุน  อมรวิวัฒน์
          3. กระบวนการทางปัญญา  โดยประเวศ  วะสี
          4. กระบวนการคิด  โดย ชัยอนันต์  สมุทวณิช
          5. กระบวนการคิด  โดย เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์
          6. มิติการคิดและกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ  โดย  ทิศนา  แขมมณี และคณะ
          7. กระบวนการสอนค่านิยมและจริยธรรม โดย  โกวิท  ประวาลพฤกษ์
          8. กระบวนการต่าง ๆ  โดย  กรมวิชาการ  กระทรวงศึกษาธิการ
                   8.1 ทักษะกระบวนการ  9  ขั้น
                   8.2 กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด
                   8.3 กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
                   8.4 กระบวนการแก้ปัญหา
                   8.5 กระบวนการสร้างความตระหนัก
                   8.6 กระบวนการปฏิบัติ
                   8.7 กระบวนการคณิตศาสตร์
                   8.8 กระบวนการเรียนภาษา
                   8.9 กระบวนการกลุ่ม
                   8.10 กระบวนการสร้างเจตคติ
                   8.11 กระบวนการสร้างค่านิยม
                   8.12 กระบวนการเรียนรู้ความเข้าใจ
          1. กระบวนการแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4 โดย สาโรช  บัวศรี
          สาโรช  บัวศรี  (2526) มีนักศึกษาไทยผู้มีชื่อเสียงและประสบการณ์สูงในวงการศึกษาท่านนี้เป็นผู้ริเริ่มจุดประกายความคิดในการนำหลักพุทธธรรมมาใช้ในการเรียนการสอนมานานกว่า  20ปีมาแล้ว  โดยการประยุกต์หลักอริยสัจ  4  อันได้แก่  ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  และมรรค  มาใช้เป็นกระบวนการแก้ไขปัญหา  โดยใช้ควบคู่กับแนวทางปฏิบัติที่เรียกว่า  “กิจในอริยสัจ 4 ”  อันประกอบด้วยปริญญา  (การกำหนดรู้)  ปหานะ  (การละ) สัจฉิกิริยา  (การทำให้แจ้ง)  และภาวนา  (การเจริญหรือการลงมือปฏิบัติ)
          2. กระบวนการกัลยณมิตร  โดย  สุมน  อมรวิวัฒน์
          สุมน  อมรวิวัฒน์ (2524 :  196 - 199)  ราชบัณฑิต   สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง  สาขาการศึกษาคณะครุศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติศักดิ์   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และกิตติเมธีของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  ได้อธิบายกระบวนการกัลยาณมิตรไว้ว่า  เป็นกระบวนการประสานสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเพื่อจุดมุ่งหมาย  2  ประการ  คือ  1. ชี้ทางบรรเทาทุกข์   2.  ชี้สุขเกษมศานติ์ กระบวนการกัลยาณมิตรใช้หลักการที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นหลักที่ช่วยให้คนพ้นทุกข์  ซึ่งมีกระบวนการหรือขั้นตอน  8  ขั้นด้วยกันดังนี้
          2.1  หาสร้างความไว้ใจตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ได้แก่  การที่ผู้สอนวางตนให้เป็นที่น่าเคารพรัก  เป็นที่พึ่งแก่ผู้เรียนได้  มีความรู้และฝึกหัดอบรมและปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ
          2.2  การกำหนดและจับประเด็นปัญหา (ขั้นทุกข์)
          2.3  การร่วมกันคิดวิเคราะห์เหตุของปัญหา  (ขั้นสมุทัย)
          2.4  การจัดลำดับความเข้มของระดับปัญญา  (ขั้นสมุทัย)
          2.5  การกำหนดจุดหมาย หรือสภาวะพ้นปัญญา  (ขั้นนิโรธ)
          2.6  การร่วมกันคิดวิเคราะห์ความเป็นไปได้การแก้ปัญหา  (ขั้นนิโรธ)
          2.7  การจัดลำดับจุดหมายของภาวะพ้นปัญหา  (ขั้นนิโรธ)
          2.8  การปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาตามแนวทางที่ถูกต้อง  (ขั้นมรรค)

3. กระบวนการทางปัญญา  โดย  ประเวศ  วะสี
ประเวศ  วะสี (2542)  นักคิดคนสำคัญของประเทศไทย  ผู้มีบทบาทอย่างมากในการกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาขึ้น  ท่านได้เสนอกระบวนการทางปัญญา  ซึ่งควรฝึกฝนให้แก่ผู้เรียน  ประกอบด้วยขั้นตอน  10  ขั้น ดังนี้
          3.1  ฝึกสังเกตให้ผู้เรียนมีโอกาสสังเกตสิ่งต่าง ๆ  ให้มาก  ให้รู้จักสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว
          3.2  ฝึกบันทึก  ให้ผู้เรียนสังเกตสิ่งต่าง ๆ  และจดบันทึกรายละเอียดที่สังเกตเห็น
          3.3  ฝึกการนำเสนอต่อที่ประชุม  เมื่อผู้เรียนได้ไปสังเกตหรือทำอะไร หรือเรียนรู้อะไรมาให้ฝึกนำเสนอเรื่องนั้นต่อที่ประชุม
          3.4  ฝึกการฟัง  การฟังผู้อื่นช่วยให้ได้ความรู้มาก  ผู้เรียนจึงควรได้รับการฝึกให้เป็นผู้ฟังที่ดี
          3.5  ฝึกปุจฉา – วิสัชนา  ให้ผู้เรียนฝึกการถาม –  การตอบ  ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความแจ่มแจ้ง  ในเรื่องที่ศึกษา  รวมทั้งได้ฝึกการใช้เหตุผล  การวิเคราะห์และการสังเคราะห์
          3.6  ฝึกการตั้งสมมติฐานและตั้งคำถาม
          3.7  ฝึกการค้นหาคำตอบ
          3.8  ฝึกการวิจัย
          3.9  ฝึกเชื่อมโยงบูรณาการ
          3.10  ฝึกการเขียนเรียบเรียงทางวิชาการ
4. กระบวนการคิดโดย   ชัยอนันต์  สมุทวณิช
ชัยอนันต์  สมุทวณิช  (2542 :  4 - 5)  นักรัฐศาสตร์  และราชบัณฑิต  สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง  และผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย  นักคิดผู้มีชื่อเสียงของประเทศไทย  ซึ่งหันมาสนใจและพัฒนางานทางด้านการศึกษาอย่างจิงจัง   ลักษณะของนักคิดทั้ง  4  แบบดังนี้ 
          4.1  การคิดแบบนักวิเคราะห์  (analytical)
          4.2  การคิดแบบรวบยอด  (conceptual)
          4.3 การคิดแบบโครงสร้าง  (structural  thinking)
          4.4  การคิดแบบผู้นำสังคม   (social   thinking )

5.  มิติการคิดและกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ  โดย  ทิศนา  แขมมณี  และคณะ

ทิศนา  แขมมณี  และคณะ (2543) ได้ศึกษาค้นคว้าและจัดมิติของการคิดไว้  6  ด้านคือ 
          5.1  มิติด้านข้อมูลหรือเนื้อหาที่ใช้ในการคิด  การคิดของบุคคลจะเกิดขึ้นได้  จำเป็นต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย  2  ส่วน  คือ  เนื้อหาที่ใช้ในการคิดและกระบวนการคิด
          5.2  มิติด้านคุณสมบัติที่เอื้ออำนวยต่อการคิด  ได้แก่  คุณสมบัติส่วนบุคคล  ซึ่งมีผลโดยตรงหรือโดยอ้อมต่อการคิด
          5.3  มิติด้านทักษะการคิด  หมายถึง  กระบวนการหรือขั้นตอนที่บุคคลใช้ในการคิด     
          5.4  มิติด้านลักษณะการคิด
          5.5  มิติด้านกระบวนการคิด
          5.6  มิติด้านการครบคุมและประเมินการคิดของตน
          กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
          จุดมุ่งหมายของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
          1. สามารถกำหนดเป้าหมายในการคิดอย่างถูกต้อง
          2. สามารถระบุประเด็นในการคิดอย่างชัดเจน
          3. สามารถประมวลข้อมูล  ทั้งทางด้านข้อเท็จจริง  และความคิดเห็นเกี่ยวกับที่คิด  ทั้งทางด้านกว้าง  ทางลึก  และไกล
          4. สามารถวิเคราะห์ข้อมูล  และเลือกข้อมูลที่จะใช้ในการคิดได้
          5. สามารถประเมินข้อมูลได้
          6.สามารถใช้หลักเหตุผลในการพิจารณาข้อมูล  และเสนอคำตอบ/ทางเลือกที่สมเหตุสมผลได้
          7. สามารถเลือกทางเลือก/ลงความเห็นในประเด็นที่คิดได้
6.  กระบวนการคิดโดย เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์
เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์  (2542 ข : 3 - 4)  ผู้อำนวยการสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อพัฒนาต่อไปได้โดยไม่เสียเปรียบ  ไม่ถูกหลอกง่าย  และสามารถคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้  เราจึงจำเป็นต้องพัฒนาให้คนไทย “คิดเป็น”  คือรู้จักวิธีการคิดที่ถูกต้อง  และท่านได้เสนอแนะว่าควรมีการพัฒนาความสามารถในการคิด  10 มิติ  ดั้งนี้
          มิติที่ 1  ความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์
          มิติที่ 2  ความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์
          มิติที่ 3  ความสามารถในการคิดเชิงสังเคราะห์
          มิติที่ 4  ความสามารถในเชิงเปรียบเทียบ
          มิติที่ 5  ความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์
          มิติที่ 6  ความสามารถในการคิดเชิงสร้างสรรค์
          มิติที่ 8  ความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์
          มิติที่ 9  ความสามารถในการคิดเชิงบูรณาการ
          มิติที่ 10  ความสามารถในการคิดเชิงอนาคต
7. กระบวนการสอนค่านิยมและจริยธรรม  โดย  โกวิท  ประวาลพฤกษ์
โกวิท  ประวาลพฤกษ์  (2532)  นักวิชาการคนสำคัญท่านหนึ่งในวงการศึกษาได้เสนอความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาค่านิยมและจริยธรรมไว้ว่า  ควรเริ่มต้นด้วยการพัฒนาเหตุผลเชิงจริยธรรม  และดำเนินการสอนตามขั้นตอนดังนี้
          7.1  กำหนดพฤติกรรมทางจริยธรรมที่พึงปรารถนา
          7.2  เสนอตัวอย่างพฤติกรรมในปัจจุบัน
          7.3  ประเมินปัญหาเชิงจริยธรรม
          7.4  แลกเปลี่ยนผลการประเมิน
          7.5  ฝึกพฤติกรรม โดยมีผลสำเร็จ
          7.6  เพิ่มระดับความขัดแย้ง
          7.7  ให้ผู้เรียนประเมินตนเอง
          7.8  กระตุ้นให้ผู้เรียนยอมรับตนเอง
8. การจัดการเรียนการสอนเน้นกระบวนการ  โดย  กรมวิชาการ  กระทรวงศึกษาธิการ
กรมวิชาการ  กระทรวงศึกษาธิการ  ได้เสนอแนะการจัดการเรียนการสอน  12 กระบวนการด้วยกัน ดังนี้  (กรมวิชาการ 2534)
          8.1  ทักษะกระบวนการ  (9  ขั้น)
          8.2  กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด
          8.3  กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
          8.4  กระบวนการแก้ปัญหา
          8.5  กระบวนการสร้างความตระหนัก
          8.6  กระบวนการปฏิบัติ
          8.7  กระบวนการคณิตศาสตร์
          8.8  กระบวนการเรียนภาษา
          8.10  กระบวนการสร้างเจตคติ
          8.11  กระบวนการสร้างค่านิยม
          8.12  กระบวนการเรียนรู้ความเข้าใจ

การบูรณาการตามตัวชี้วัดการประกันคุณภาพการศึกษา

การบูรณาการตามตัวชี้วัดการประกันคุณภาพการศึกษา

          สำนักงาน  คณะกรรมการอุดมศึกษา(2553 หน้า  119-128)  การบูรณาการตามตัวชี้วัดการประกันคุณภาพการศึกษา มีลักษณะดังนี้  (อ้างถึงใน  สำนักบริการวิชาการและจัดหารายได้ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร )
          1. การบูรณาการงานวิจัยกับการเรียนการสอน  มีการบูรณาการดังนี้
               1.1 กรณีที่นักศึกษาบัณฑิตศึกษาเป็นทีมวิจัยของอาจารย์  โดยอาจารย์มีงานวิจัยในลักษณะชุดโครงการวิจัยที่เป็นร่มใหญ่และงานวิจัยย่อย ๆ  โดยนักศึกษาเข้าเป็นทีมในการวิจัยของอาจารย์ในชุดย่อย ๆ  และมีอาจารย์ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการชุดใหญ่   ให้คำแนะนำปรึกษา  ทำให้นักศึกษาเกิดทักษะในกระบวนการทำวิจัย
              1.2 กรณีที่นักศึกษาปริญญาตรีทำโครงการวิจัย หรืองานสร้างสรรค์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานวิจัย  หรืองานสร้างสรรค์ของอาจารย์  เป็นการออกแบบการเรียนการสอนด้วยการมอบหมายงานนักศึกษาในรูปแบบที่เป็นองค์ประกอบงานวิจัย  โดยมีอาจารย์ควบคุมการ  ดำเนินงานเป็นระยะ ๆ 
              1.3 กรณีที่นักศึกษาทุกระดับ  ปริญญาตรี  โท  และเอก  เข้าฟังการบรรยายหรือสัมมนา  เกี่ยวกับผลความก้าวหน้าในงานวิจัยของอาจารย์คือ  เข้าร่วมการจัดการแสดงงานสร้างสรรค์ของอาจารย์  เพื่อให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์โดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญ
              1.4 จัดให้มีการประชุมนำเสนอผลงานวิจัยหรือแสดงงานสร้างสรรค์ของนักศึกษา หรือส่งเสริมนักศึกษาเข้าร่วมประชุมการเสนอผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ระดับชาติและนานาชาติ 
              1.5 การส่งเสริมให้อาจารย์นำผลลัพธ์ที่เกิดจากการวิจัยไปเป็นส่วนหนึ่ง  ของเนื้อหาในการจัดการเรียนการสอน หมายถึง   อาจารย์มีผลงานวิจัยที่สอดคล้องกับรายวิชาที่สอนและนำองค์ความรู้ที่เป็นข้อค้นพบจากงานวิจัยมาใช้ประกอบการจัดการเรียนการสอน
          2. การบูรณาการงานบริการวิชาการแก่สังคม การบริการวิชาการหมายถึง  กิจกรรมหรือโครงการให้บริการแก่สังคมภายนอกสถาบันหรือเป็นการให้บริการที่จัดในสถาบันแต่ต้องเป็นการจัดให้กับบุคคลภายนอก ประเภทของการบริการวิชาการมีดังนี้  ประเภทให้เปล่าโดยไม่มุ่งเน้นผลกำไร    ในการบูรณาการวิชาการ  แก่สังคม  สามารถดำเนินการได้ดังนี้
             2.1 การบูรณาการงานบริการทางวิชาการแก่สังคมกับการเรียนการสอนเป็นการจัดกระบวนการเรียนการสอนปกติ  และมีการกำหนดให้นักศึกษานำความรู้ที่ได้รับจัดทำเป็นโครงการหรือกิจกรรม
             2.2 การบูรณาการงานการบริการทางวิชาการแก่สังคมกับการวิจัยเป็นการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์  หรือการนำความรู้  และประสบการณ์จากการบริการวิชาการกลับมาพัฒนาต่อยอดความรู้ใหม่โดยผ่านกระบวนการวิจัย
          3. การบูรณาการงานด้านทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมกับการเรียนการสอน  สถาบันควรสนับสนุนให้มีการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมไปบูรณาการร่วมกับการเรียนการสอน  คือมีการจัดการเรียนการสอนที่นำการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมไปผสมผสานเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนการสอน