บัวลอยหลากสี

ขั้นตอนวิธีการทำบัวลอยหลากสี
ขั้นตอน วิธีทำ
1. แบ่งแป้งเป็นส่วนๆ เพื่อนวดแป้งบัวลอยให้ได้แต่ละสี
2. นำแป้งไปผสมกับน้ำสีผสมอาหารหรือสีจากธรรมชาติแต่ละสีที่เราเตรียมไว้ ค่อยๆผสมให้เข้ากัน นวดให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นพักไว้ก่อน ทำแบบนี้จนกว่าจะครบสีที่เราเตรียมไว้
3. เมื่อได้แป้งครบทั้งหมดแล้ว โรยแป้งให้ทั่วถาดที่จะทำการปั้นแป้ง ปั้นแป้งเป็นก้อนกลม ขนาด 1 ซม.
6. กลิ้งแป้งให้ทั่วถาดที่โรยนวลไว้แล้ว แป้งบัวลอยจะได้ไม่ติดกัน เสร็จแล้วนำตะแกรงมาร่อนเศษแป้งออกด้วย
7. ต้มน้ำให้เดือด ในแป้งบัวลอยลงต้ม เมื่อสุกแล้วแป้งจะลอยขึ้นมาด้านบน
ตักขึ้นมาพักไว้ในน้ำเย็น
8. ตักแป้งบัวลอยเสริฟคู่กับน้ำกะทิ เป็นอันเสร็จ
1. แบ่งแป้งเป็นส่วนๆ เพื่อนวดแป้งบัวลอยให้ได้แต่ละสี
2. นำแป้งไปผสมกับน้ำสีผสมอาหารหรือสีจากธรรมชาติแต่ละสีที่เราเตรียมไว้ ค่อยๆผสมให้เข้ากัน นวดให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นพักไว้ก่อน ทำแบบนี้จนกว่าจะครบสีที่เราเตรียมไว้
3. เมื่อได้แป้งครบทั้งหมดแล้ว โรยแป้งให้ทั่วถาดที่จะทำการปั้นแป้ง ปั้นแป้งเป็นก้อนกลม ขนาด 1 ซม.
6. กลิ้งแป้งให้ทั่วถาดที่โรยนวลไว้แล้ว แป้งบัวลอยจะได้ไม่ติดกัน เสร็จแล้วนำตะแกรงมาร่อนเศษแป้งออกด้วย
7. ต้มน้ำให้เดือด ในแป้งบัวลอยลงต้ม เมื่อสุกแล้วแป้งจะลอยขึ้นมาด้านบน
ตักขึ้นมาพักไว้ในน้ำเย็น
8. ตักแป้งบัวลอยเสริฟคู่กับน้ำกะทิ เป็นอันเสร็จ
ที่มาของขนมบัวลอย
เป็นอาหารที่คู่สำรับกับข้าวไทยมาตั้งแต่ครั้งโบราณ
โดยทั่วไปประชาชนจะทำขนมในงานเลี้ยง นับตั้งแต่การทำบุญเลี้ยงพระ งานมงคล
และงานพิธีการ วัตถุดิบการทำที่กลมกลืน พิถีพิถันในเรื่องรสชาติ สีสัน ความสวยงาม
กลิ่นหอม รูปลักษณะ ชวนรับประทานตลอดจนกรรมวิธีการรับประทานขนมแต่ละชนิดซึ่งยังแตกต่างกันไปตามลักษณะของขนมชนิดนั้นๆ
ประโยชน์ที่ได้รับจากวัตถุดิบ
1. ฟักทอง มีวิตามินเอสูง
รวมทั้งฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้ง และที่จะลืมไปไม่ได้เลยก็คือ "เบต้าแคโรทีน" ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในเนื้อสีเหลืองของฟักทอง
สามารถช่วยลดการเกิดมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจได้ แถมเบต้าแคโรทีน
ยังช่วยต้านความชรา ป้องกันโรคผิวหนัง บรรเทาอาการปวดเมื่อยของข้อเข่า
และบั้นเอวได้เป็นอย่างดี

2. เผือก มีฤทธิ์เป็นกลาง
เป็นอาหารที่บำรุงสุขภาพและให้พลังงานไปพร้อม ๆ กัน
มีรสหวานอมเผ็ดนิดหน่อยเหมาะกับเด็กและผู้สูงอายุ ที่มีปัญหาด้านการย่อยอาหาร
เผือกมีแคลอรีสูงไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก
ส่วนที่ใช้ในการรับประทานคือส่วน หัว ของเผือกที่อยู่ใต้ดิน เผือกจะมีสารอาหาร
คาร์โบไฮเดรต โปรตีน โพแทสเซียม วิตามินบี 1 วิตามินซี
และที่สำคัญมีธาตุเหล็กสูงและยังมีฟลูอออไรด์สูง ช่วยทำให้ฟันไม่ผุ กระดูกแข็งแรง
เผือกยังช่วยบำรุงไต บำรุงลำใส้และแก้อาการท้องเสียอีกด้วย

3. ใบเตย เตยมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
ลดความดันโลหิต ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ขับปัสสาวะ

4. ข้าวโพด ข้าวโพดหวานสามารถต้านโรคมะเร็ง
และมีสารตัวล้างพิษมากกว่าผักผลไม้อื่น


6. กะทิ กะทิประกอบด้วยกรดไขมันที่มีขนาดปานกลาง
ซึ่งถูกย่อยได้ง่าย และเคลื่อนย้ายได้สะดวก เมื่อบริโภคเข้าไป
จะผ่านลำคอไปยังกระเพาะเข้าสู่ลำไส้
แล้วไปถูกเผาผลาญให้เป็นพลังงานในตับโดยไม่ไปสะสมเป็นไขมันเหมือนกับน้ำมันไม่อิ่มตัวที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่
ดังนั้นผู้บริโภคกะทิจึงแข็งแรงเพราะได้พลังงานทันทีที่บริโภคเข้าไป
อีกทั้งยังไปกระตุ้น ให้ต่อมธัยรอยด์ทำงานได้ดีขึ้น ก่อให้เกิดความร้อน
จากผลของอุณหภูมิ ซึ่งช่วยในการเผาผลาญอาหารที่บริโภคเข้าไปพร้อมกัน
ให้เปลี่ยนเป็นพลังงานแทนที่จะไปสะสมเป็นไขมันในร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้นความร้อนที่เกิดขึ้น
ยังไปช่วยสลายไขมันที่ร่างกายสะสมอยู่ก่อนหน้านั้น ให้สลายตัวไปเป็นพลังงาน
จึงทำให้ผู้บริโภคผอมลง
7. เกลือ มีประโยชน์ในการบำรุงและ
ซ่อมแซมสุขภาพ แม้หลอดลมส่วนที่มีขนาดเล็กที่สุด โดยอนุภาคเกลือเหล่านี้
จะทําการแยกสกัดแปลกปลอมต่างๆ ให้หลุุดออก
ซึ่งต่อมาจะถูกกําจัดทิ้งโดยการขับของเสียทางระบบทางเดินหายใจ เช่น การไอ จาม
และทางเสมหะ

เนื่องจากขนมบัวลอยนั้นทำมาจากกะทิ
เลยต้องอุ่นก่อน แล้วนำเข้าตู้เย็น เพื่อไม่ให้เกิดการบูด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น