KPA หมายถึง เกณฑ์การประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
ประกอบด้วยการประเมินด้านความรู้ (Knowledge) ด้านทักษะและการปฏิบัติ
(Practice) และด้านเจตคติหรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude)
การประเมินจะแบ่งตามลักษณะของรายวิชาด้วยเครื่องมือที่แตกต่างกันไปเช่น
การประเมินด้านความรู้ (K) จะนิยมใช้แบบทดสอบในการประเมิน
ในขณะที่การประเมินด้านทักษะ (P) จะใช้ภาระงานหรือชิ้นงานมาประกอบกับเกณฑ์การให้คะแนน
(Rubrics) มาประเมิน ส่วนด้านเจตคติ (A) จะใช้การประเมินตามสภาพจริง
๑. จุดประสงค์การเรียนรู้ กับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมเหมือน ต่าง
หรือมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
จุดประสงค์การเรียนรู้
กับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมเหมือนกัน ในยุค behaviorism มีความเชื่อว่าจะรู้ว่าเกิดการเรียนรู้ต้องมีการแสดงพฤติกรรมออกมา
จึงได้มีการกำหนดว่าถ้าจะเรียนอะไรก็ตาม จะให้เขาแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมอะไรบ้าง
สมัยนั้นเราก็รับอิทธิพลแบบนี้มา เกิดเป็นการตั้งจุดประสงค์ปลายทางคือภาพใหญ่ ๆ
ว่า เข้าใจได้ วิเคราะห์ได้ ซาบซึ้ง
แต่ก็ต้องมาแจงว่าแล้วจะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมอะไรล่ะ ถึงจะว่าเข้าใจ วิเคราะห์ได้
และซาบซึ้ง บรรดาครูทั้งหลายก็ต้องมานั่งหาว่าจะเอาพฤติกรรมอะไรเป็นตัวแทนของจุดประสงค์พวกนี้
ก็ตั้งเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมว่า อ๋อ ก็บอกได้ ชี้ได้ เปรียบเทียบได้ ซาบซึ้ง
ก็แต่งออกมาเป็นกลอน ได้ แบบนี้เป็นต้น
แนวคิดนี้ต่อมา และปัจจุบัน
ไม่ค่อยสนใจกันแล้ว
เพราะมันก็มีจุดอ่อนว่าจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่กำหนดกันขึ้นมานั้น
มันใช่เป็นตัวแทนของจุดประสงค์ปลายทางที่ต้องการนั้นจริงหรือ
จะซาบซึ้งต้องเขียนเป็นกลอนหรือ จะวิเคราะห์ต้องเปรียบเทียบเท่าน้นหรือ
จะเข้าใจต้องบอกได้ แค่นั้นหรือ ซึ่งหลาย ๆ การเรียนรู้
มันต้องอาศัยพฤติกรรมการเรียนรู้หลาย ๆ อย่างประกอบกัน พวกจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมจะเน้นพฤติกรรมที่วัดได้
สังเกตได้ ซึ่งการเรียนรู้หลายเรื่องมันก็สังเกตเป็นพฤติกรรม
ชี้วัดทันทีขณะนั้นไม่ได้ แบบนี้ก็มี
ปัจจุบัน
เราใส่ใจกับการเรียนรู้ที่จะเป็นผลจากการเรียนรู้ที่เป็นภาพใหญ่ ในลักษณะที่เป็น outcome ของการเรียนรู้ มากกว่า แม้จะใช้คำว่าจุดประสงค์
แต่ไม่ใช่ประสงค์จะให้รู้เป็นจุด ๆ คืออย่าไปกำหนดผลการเรียนรู้เป็นจุดประสงค์เล็ก
ๆ น้อย เบี้ยหัวแตกแบบไม่เป็นโล้เป็นพาย หยุมหยิม การเรียนรู้จะไม่มีความหมาย
หลักการ หากยังต้องการตั้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มันก็จะต้องกำหนดไว้หลายข้อ
และทำให้มันเรียงลำดับต่อเนื่องจนครบกระบวนการเรียนรู้
และที่สำคัญให้ข้อสุดท้ายเป็นพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เป็นพฤติกรรมที่มีความหมายที่อาศัยจากการมีพฤติกรรมย่อย
ๆ ในข้อก่อนหน้านี้ สั่งสมมาทำพฤติกรรมข้อสุดท้ายนี่
แบบนี้ก็จะช่วยบรรเทาจุดอ่อนของการตั้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมได้
๒. KPA กับ Cognitive, Affective, Phychomotor Domain ต่างกันอย่างไร แล้วสัมพันธ์กับจุดประสงค์การเรียนรู้
หรือสัมพันธ์กับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
ส่วนตัวดิฉันว่าก็ทำนองเดียวกันแหละ K เราก็หมายถึงปัญญา
จะให้มีความรู้เรื่องอะไรรู้แบบไหนล่ะ ก็เป็น cognitive P คือ performance ก็เทียบกับ phychomotor แต่นัยกว้างกว่า เคยตอบไปในกระทู้อื่นแล้วลองไปอ่านดูนะคะ A ก็ เจตคติ affective ก็ทำนองเดียวกัน KPA ก็คือจุดประสงค์การเรียนรู้ จะเป็นเชิงพฤติกรรม ไม่เป็น ก็ไม่เป็นไร
มันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย เป็นร้อยปี เราก็คาดว่าให้คนเรียนมีความรู้ที่เป็นองค์รวมคือ
รู้เรื่อง ทำเป็น จิตใจดี กันแบบนี้ทั่วโลกแหละค่ะ แต่ปัญหาของไทยเราอยู่ที่
ชอบมีพวกเจ้าระเบียบ และ rigid มากำหนดให้ครูต้องมาจำแนกแยกเป็นข้อ
ๆ ข้อนี้ K นะ อีกข้อ เป็น P นะ ส่วน A ก็แยกไปอีกข้อ
มันจะอะไรกันนักกันหนา กลัวครูกำหนดไม่ครบ 3 ด้าน
บังคับให้ครูต้องแยกเขียนออกจากกัน นี่แหละอันตราย เพราะมันทำให้
การออกแบบการเรียนรู้อ่านแล้วไม่เป็นศิลปะการสอนเลย แยกออกเป็นท่อน ๆ
แล้วชีวิตจริงของการเรียนการสอน ณ ขณะหนึ่ง ๆ มันมีทั้ง KPA อยู่ด้วยกันแหละ อ่านจุดประสงค์แบบนี้แล้วเหมือนกำลังสะอึก
ให้นักเรียนอธิบาย....ได้ แล้วก็ให้นักเรียนเขียนเรียงความ....ได้ อีกข้อ
ให้นักเรียนทำงานกลุ่มได้ ถ้าเขียนรวมกันไป
ให้นักเรียนร่วมกันทำงานเป็นกลุ่มเขียนความเรียงเพื่ออธิบาย...........
แบบนี้มีรสชาติกว่าไหม ถ้าใครมาอ่านแล้วหาไม่เจอว่าท่อนไหนเป็น K
P A ก็ปล่อยให้เขาฉลาดน้อยต่อไป ละกัน ฮา! บางทีการมาเที่ยว rigid กับวิธีปฏิบัติงานของครูบาอาจารย์
มันบั่นทอนปัญญาของพวกครูเหมือนกันนะ
๓. ตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
คือจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมรึเปล่าครับ
ตัวชี้วัดในมาตรฐานหลักสูตร สถานะของมันไม่ใช่จุดประสงค์การเรียนรู้
ไม่ว่าจะเชิงพฤติกรรม หรือไม่ก็ตาม มันเป็นความคาดหวัว่า
ถ้าจะให้นักเรียนมีมาตรฐานความรู้ในเรื่องนี้ เขาควรจะต้องรู้อะไร
และสามารถทำอะไรได้จากความรู้นั้น นี่คือความหมายของการกำหนดมาตรฐานหลักสูตร “มาตรฐานหลักสูตรไม่ใช่หลักสูตร” ต้องช่วยกันต่อต้านคนที่มาทำให้เราเข้าใจว่าหลักสูตรแกนกลางคือหลักสูตร
กันได้แล้วละค่ะ ถ้าต้องการให้หลักสูตรแกนกลางเป็นหลักสูตร ให้ สพฐ.
ไปเขียนแบบหลักสูตร 2533 โน่น แต่ถ้าไม่เขียนในแบบหลักสูตร 2533
มาเขียนแบบหลักสูตร 2551 นี่ อย่าได้มาแนะนำครูว่านี่คือหลักสูตร ผิด! ช่วยกันต่อต้านเรื่องนี้กันหน่อยเถอะ สพฐ.มีทางเลือกนะ ว่าต้องการแบบไหน
ถ้าให้เป็นหลักสูตร ไปกำหนดมาเลยเป็นรายวิชา มีชื่อรายวิชา
คำอธิบายรายวิชามาให้เรียบร้อย แต่นี่ ไม่ได้กำหนดแบบนั้น
แต่อาการของการแนะนำครูที่โรงเรียนกลับไปทำให้เข้าใจผิดว่ามันคือหลักสูตร
เมื่อเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานะของมาตรฐานหลักสูตร จึงทำให้การกำหนดมาตรฐาน
ตัวชี้วัดผิดตามไปด้วย ไปเขียนเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้
ความผิดพลาดของมาตรฐานหลักสูตรที่ไม่เป็นมาตรฐานดังว่าจึงเกิดขึ้น
และโยงไปทั้งเรื่องการเรียนการสอน ประเมินผล ไปกันใหญ่เลย มาตรฐานหลักสูตร
ตัวชี้วัด ที่เป็นอยู่ต้องยอมรับว่า ไม่เป็นมาตรฐานจริง
เพราะความเข้าใจผิดเรื่องการเขียน ตัวชี้วัดเป็นความคาดหวังต้องกำหนดเป็นภาพใหญ่
เป็นหน้าที่ของครู โรงเรียน เอง
ที่จะไปกำหนดเส้นทางย่อยเอาเองว่าทำอย่างไรที่จะให้ได้ตามความคาดหวังนั้น นี่จึงจะเรียกว่ากระจายอำนาจการศึกษา
การศึกษาไทยจะปฏิรูปอะไร ต้องปฏิรูปเรื่องการเขียนมาตรฐาน/ตัวชี้วัด
และการนำมาตรฐานหลักสูตรไปใช้ นี่ก่อน อันดับแรกเลย
๔. ในการพัฒนาหลักสูตร จุดประสงค์ของหลักสูตรต้องเป็นจุดประสงค์อย่างไหนครับ
เวลาจะพัฒนาหลักสูตร ผู้พัฒนาหลักสูตรควรจะมองภาพใหญ่ก่อนว่าต้องการให้หลักสูตรมีลักษณะอย่างไร
นั่นคือ เราต้องการคนที่จบจากหลักสูตรนี้เป็นแบบไหน มีความรู้แบบไหน
มีความสามารถจากการเรียนด้วยหลักสูตรนี้อย่างไร เหตุผลเพราะอะไรจึงต้องการแบบนี้
ต้องคิดแบบนี้ก่อนจะทำหลักสูตร อย่าไปติดกับดัก กับคำศัพท์แสงวิชาการ
จุดประสงค์หลักสูตร อะไรแบบนี้ เขียนแบบจริง ๆ ต้องการไปเลย เพราะเวลาทำหลักสูตร
แต่ละที่ ก็จะมีแบบฟอร์มเอกสารหลักสูตรแตกต่างกันไปหมด เดี๋ยววัตถุประสงค์มั่งล่ะ
เป้าหมาย มั่งล่ะ เลิกติดแหงกกับคำพวกนี้ มองแบบจริง ๆ
มันคือสิ่งที่เราต้องการไปให้ถึง มองแบบคนธรรมดาจะทำอะไรไปให้ถึงด้วยเหตุผลอะไร
ก็นี่แหละ คือคำเหล่านี้ เราก็จะไม่สับสน ติดแบบฟอร์ม การเขียน
ตกเป็นทาสกับคำพวกนี้ รู้เท่าทันกับคำพวกนี้ว่าเรากำลังกำหนดสิ่งที่ต้องการไปให้ถึง
ในบริบทไหน บริบทหลักสูตร มันก็ต้องใหญ่ บริบทห้องเรียน 1
คาบ มันก็ต้องเล็ก แค่นั้นเองค่ะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น