วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

KPA



KPA หมายถึง เกณฑ์การประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ประกอบด้วยการประเมินด้านความรู้ (Knowledge) ด้านทักษะและการปฏิบัติ (Practice) และด้านเจตคติหรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) การประเมินจะแบ่งตามลักษณะของรายวิชาด้วยเครื่องมือที่แตกต่างกันไปเช่น การประเมินด้านความรู้ (K) จะนิยมใช้แบบทดสอบในการประเมิน ในขณะที่การประเมินด้านทักษะ (P) จะใช้ภาระงานหรือชิ้นงานมาประกอบกับเกณฑ์การให้คะแนน (Rubrics) มาประเมิน ส่วนด้านเจตคติ (A) จะใช้การประเมินตามสภาพจริง
 ๑.    จุดประสงค์การเรียนรู้ กับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมเหมือน ต่าง หรือมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
จุดประสงค์การเรียนรู้ กับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมเหมือนกัน  ในยุค behaviorism มีความเชื่อว่าจะรู้ว่าเกิดการเรียนรู้ต้องมีการแสดงพฤติกรรมออกมา จึงได้มีการกำหนดว่าถ้าจะเรียนอะไรก็ตาม จะให้เขาแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมอะไรบ้าง สมัยนั้นเราก็รับอิทธิพลแบบนี้มา เกิดเป็นการตั้งจุดประสงค์ปลายทางคือภาพใหญ่ ๆ ว่า เข้าใจได้ วิเคราะห์ได้ ซาบซึ้ง แต่ก็ต้องมาแจงว่าแล้วจะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมอะไรล่ะ ถึงจะว่าเข้าใจ วิเคราะห์ได้ และซาบซึ้ง บรรดาครูทั้งหลายก็ต้องมานั่งหาว่าจะเอาพฤติกรรมอะไรเป็นตัวแทนของจุดประสงค์พวกนี้ ก็ตั้งเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมว่า อ๋อ ก็บอกได้ ชี้ได้ เปรียบเทียบได้ ซาบซึ้ง ก็แต่งออกมาเป็นกลอน ได้ แบบนี้เป็นต้น
แนวคิดนี้ต่อมา และปัจจุบัน ไม่ค่อยสนใจกันแล้ว เพราะมันก็มีจุดอ่อนว่าจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่กำหนดกันขึ้นมานั้น มันใช่เป็นตัวแทนของจุดประสงค์ปลายทางที่ต้องการนั้นจริงหรือ จะซาบซึ้งต้องเขียนเป็นกลอนหรือ จะวิเคราะห์ต้องเปรียบเทียบเท่าน้นหรือ จะเข้าใจต้องบอกได้ แค่นั้นหรือ ซึ่งหลาย ๆ การเรียนรู้ มันต้องอาศัยพฤติกรรมการเรียนรู้หลาย ๆ อย่างประกอบกัน พวกจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมจะเน้นพฤติกรรมที่วัดได้ สังเกตได้ ซึ่งการเรียนรู้หลายเรื่องมันก็สังเกตเป็นพฤติกรรม ชี้วัดทันทีขณะนั้นไม่ได้ แบบนี้ก็มี
ปัจจุบัน เราใส่ใจกับการเรียนรู้ที่จะเป็นผลจากการเรียนรู้ที่เป็นภาพใหญ่ ในลักษณะที่เป็น outcome ของการเรียนรู้ มากกว่า แม้จะใช้คำว่าจุดประสงค์ แต่ไม่ใช่ประสงค์จะให้รู้เป็นจุด ๆ คืออย่าไปกำหนดผลการเรียนรู้เป็นจุดประสงค์เล็ก ๆ น้อย เบี้ยหัวแตกแบบไม่เป็นโล้เป็นพาย หยุมหยิม การเรียนรู้จะไม่มีความหมาย หลักการ หากยังต้องการตั้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มันก็จะต้องกำหนดไว้หลายข้อ และทำให้มันเรียงลำดับต่อเนื่องจนครบกระบวนการเรียนรู้ และที่สำคัญให้ข้อสุดท้ายเป็นพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เป็นพฤติกรรมที่มีความหมายที่อาศัยจากการมีพฤติกรรมย่อย ๆ ในข้อก่อนหน้านี้ สั่งสมมาทำพฤติกรรมข้อสุดท้ายนี่ แบบนี้ก็จะช่วยบรรเทาจุดอ่อนของการตั้งจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมได้
 ๒.   KPA กับ Cognitive, Affective, Phychomotor Domain ต่างกันอย่างไร แล้วสัมพันธ์กับจุดประสงค์การเรียนรู้ หรือสัมพันธ์กับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
ส่วนตัวดิฉันว่าก็ทำนองเดียวกันแหละ K เราก็หมายถึงปัญญา จะให้มีความรู้เรื่องอะไรรู้แบบไหนล่ะ ก็เป็น cognitive P คือ performance ก็เทียบกับ phychomotor แต่นัยกว้างกว่า เคยตอบไปในกระทู้อื่นแล้วลองไปอ่านดูนะคะ A ก็ เจตคติ affective ก็ทำนองเดียวกัน KPA ก็คือจุดประสงค์การเรียนรู้ จะเป็นเชิงพฤติกรรม ไม่เป็น ก็ไม่เป็นไร มันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย เป็นร้อยปี เราก็คาดว่าให้คนเรียนมีความรู้ที่เป็นองค์รวมคือ รู้เรื่อง ทำเป็น จิตใจดี กันแบบนี้ทั่วโลกแหละค่ะ แต่ปัญหาของไทยเราอยู่ที่ ชอบมีพวกเจ้าระเบียบ และ rigid มากำหนดให้ครูต้องมาจำแนกแยกเป็นข้อ ๆ ข้อนี้ K นะ อีกข้อ เป็น P นะ ส่วน A ก็แยกไปอีกข้อ มันจะอะไรกันนักกันหนา กลัวครูกำหนดไม่ครบ 3 ด้าน บังคับให้ครูต้องแยกเขียนออกจากกัน นี่แหละอันตราย เพราะมันทำให้ การออกแบบการเรียนรู้อ่านแล้วไม่เป็นศิลปะการสอนเลย แยกออกเป็นท่อน ๆ แล้วชีวิตจริงของการเรียนการสอน ณ ขณะหนึ่ง ๆ มันมีทั้ง KPA อยู่ด้วยกันแหละ อ่านจุดประสงค์แบบนี้แล้วเหมือนกำลังสะอึก ให้นักเรียนอธิบาย....ได้ แล้วก็ให้นักเรียนเขียนเรียงความ....ได้ อีกข้อ ให้นักเรียนทำงานกลุ่มได้ ถ้าเขียนรวมกันไป ให้นักเรียนร่วมกันทำงานเป็นกลุ่มเขียนความเรียงเพื่ออธิบาย........... แบบนี้มีรสชาติกว่าไหม ถ้าใครมาอ่านแล้วหาไม่เจอว่าท่อนไหนเป็น K  P  A   ก็ปล่อยให้เขาฉลาดน้อยต่อไป ละกัน ฮาบางทีการมาเที่ยว rigid กับวิธีปฏิบัติงานของครูบาอาจารย์ มันบั่นทอนปัญญาของพวกครูเหมือนกันนะ
 ๓.   ตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา คือจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมรึเปล่าครับ
ตัวชี้วัดในมาตรฐานหลักสูตร สถานะของมันไม่ใช่จุดประสงค์การเรียนรู้ ไม่ว่าจะเชิงพฤติกรรม หรือไม่ก็ตาม มันเป็นความคาดหวัว่า ถ้าจะให้นักเรียนมีมาตรฐานความรู้ในเรื่องนี้ เขาควรจะต้องรู้อะไร และสามารถทำอะไรได้จากความรู้นั้น นี่คือความหมายของการกำหนดมาตรฐานหลักสูตร “มาตรฐานหลักสูตรไม่ใช่หลักสูตร” ต้องช่วยกันต่อต้านคนที่มาทำให้เราเข้าใจว่าหลักสูตรแกนกลางคือหลักสูตร กันได้แล้วละค่ะ ถ้าต้องการให้หลักสูตรแกนกลางเป็นหลักสูตร ให้ สพฐ. ไปเขียนแบบหลักสูตร 2533 โน่น แต่ถ้าไม่เขียนในแบบหลักสูตร 2533 มาเขียนแบบหลักสูตร 2551 นี่ อย่าได้มาแนะนำครูว่านี่คือหลักสูตร ผิดช่วยกันต่อต้านเรื่องนี้กันหน่อยเถอะ สพฐ.มีทางเลือกนะ ว่าต้องการแบบไหน ถ้าให้เป็นหลักสูตร ไปกำหนดมาเลยเป็นรายวิชา มีชื่อรายวิชา คำอธิบายรายวิชามาให้เรียบร้อย แต่นี่ ไม่ได้กำหนดแบบนั้น แต่อาการของการแนะนำครูที่โรงเรียนกลับไปทำให้เข้าใจผิดว่ามันคือหลักสูตร เมื่อเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานะของมาตรฐานหลักสูตร จึงทำให้การกำหนดมาตรฐาน ตัวชี้วัดผิดตามไปด้วย ไปเขียนเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ ความผิดพลาดของมาตรฐานหลักสูตรที่ไม่เป็นมาตรฐานดังว่าจึงเกิดขึ้น และโยงไปทั้งเรื่องการเรียนการสอน ประเมินผล ไปกันใหญ่เลย มาตรฐานหลักสูตร ตัวชี้วัด ที่เป็นอยู่ต้องยอมรับว่า ไม่เป็นมาตรฐานจริง เพราะความเข้าใจผิดเรื่องการเขียน ตัวชี้วัดเป็นความคาดหวังต้องกำหนดเป็นภาพใหญ่ เป็นหน้าที่ของครู โรงเรียน เอง ที่จะไปกำหนดเส้นทางย่อยเอาเองว่าทำอย่างไรที่จะให้ได้ตามความคาดหวังนั้น นี่จึงจะเรียกว่ากระจายอำนาจการศึกษา การศึกษาไทยจะปฏิรูปอะไร ต้องปฏิรูปเรื่องการเขียนมาตรฐาน/ตัวชี้วัด และการนำมาตรฐานหลักสูตรไปใช้ นี่ก่อน อันดับแรกเลย
 ๔.   ในการพัฒนาหลักสูตร จุดประสงค์ของหลักสูตรต้องเป็นจุดประสงค์อย่างไหนครับ
เวลาจะพัฒนาหลักสูตร ผู้พัฒนาหลักสูตรควรจะมองภาพใหญ่ก่อนว่าต้องการให้หลักสูตรมีลักษณะอย่างไร นั่นคือ เราต้องการคนที่จบจากหลักสูตรนี้เป็นแบบไหน มีความรู้แบบไหน มีความสามารถจากการเรียนด้วยหลักสูตรนี้อย่างไร เหตุผลเพราะอะไรจึงต้องการแบบนี้  ต้องคิดแบบนี้ก่อนจะทำหลักสูตร อย่าไปติดกับดัก กับคำศัพท์แสงวิชาการ จุดประสงค์หลักสูตร อะไรแบบนี้ เขียนแบบจริง ๆ ต้องการไปเลย เพราะเวลาทำหลักสูตร แต่ละที่ ก็จะมีแบบฟอร์มเอกสารหลักสูตรแตกต่างกันไปหมด เดี๋ยววัตถุประสงค์มั่งล่ะ เป้าหมาย มั่งล่ะ เลิกติดแหงกกับคำพวกนี้ มองแบบจริง ๆ มันคือสิ่งที่เราต้องการไปให้ถึง มองแบบคนธรรมดาจะทำอะไรไปให้ถึงด้วยเหตุผลอะไร ก็นี่แหละ คือคำเหล่านี้ เราก็จะไม่สับสน ติดแบบฟอร์ม การเขียน ตกเป็นทาสกับคำพวกนี้ รู้เท่าทันกับคำพวกนี้ว่าเรากำลังกำหนดสิ่งที่ต้องการไปให้ถึง ในบริบทไหน    บริบทหลักสูตร มันก็ต้องใหญ่ บริบทห้องเรียน 1 คาบ มันก็ต้องเล็ก แค่นั้นเองค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น